ยิ้มกับความเปลี่ยนแปลง
posted on 31 Mar 2008 09:01 by uenoหมายเหตุ : สำนวนในบลอควันนี้อาจผิดเพี้ยนไป อันเนื่องจากการอ่านหนังสือ "โลกนี้มันช่างยีสต์" อย่างไรก็ดีเจ้าของบลอคหวังว่าคราวหน้าจะกลับมาเป็นสามัญชนเช่นเดิม และเขียนเรื่องเพ้อเจ้อเดิมๆได้ซักที
โอ้ว..พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก ในที่สุดวันที่ข้าเป็นไทก็ได้มาถึงซักที หลังจากตรากตรำทำรายงานมาร่วม 2 อาทิตย์ เดินทางออกจากบ้านแต่เช้า หันหน้าเข้าคอมจนเย็น นั่งดูดชาเขียวปั่น เจอรถติดตอนกลับบ้าน หันหน้าเข้าคอม สมองของข้านั้นได้ทำงานอย่าหนัก ซึ่งหากจะคิดในทางที่ดีแล้ว ก็จะช่วยทำให้สมองของข้าในภายภาคหน้าเลยเวลาเสื่อมไปไกลเสียหน่อย แต่พอได้ใช้สมองอย่างเป็นประโยชน์หลายวันเข้า สมองของข้าและเพื่อนผองทั้งหลาย มันก็เริ่มทึบ คิดอะไรไม่ค่อยออก บางครั้งข้าก็ทนความกดดันเหล่านั้นไม่ไหว ถึงกับ...ถึงกับ ต้องหนีกลับบ้าน ฮ่าฮ่า ไม่งั้นร่างกายของข้าอาจระเบิดออกกลางห้องคอม ณ ตึกศิลปศาสตร์ จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วเป็นแน่
ท่านอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า อะไรของมัน แค่ทำรายงาน มันซีเรียสถึงขนาดนี้เชียวหรือ ... ส่วนตัวของข้าเองนั้นบอกได้ว่า ... ข้าเป็นพวกชิลและนิยมทำงานให้เสร็จๆไปอย่างนั้น อย่างเช่นส่งพรุ่งนี้ ทำวันนี้ (กลางคืน!) แต่ด้วยความรับผิดชอบที่มีอย่างเปี่ยมล้มต่อท่านสมาชิกอีก 5 ชีวิต ทำให้ข้าจำเป็นต้องงัดพลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อทุ่มกับรายงาน 2 ตัวนี้
"จบซักทีนะ" เหล่าบรรดาสมาชิกและตัวของข้าเอง อันรวมกันเป็น 6 ชีวิต ได้หันมามองหน้ากันกลางห้อง F-338 ณ เวลา 19.00 ของวันที่ 30 มีนาคม 2551 ใช่...มันจบแล้ว ความเหนื่อยล้าและท้อใจที่มีมาตลอด 2 อาทิตย์ และข้าเองก็เชื่อว่าหลังจากช่วงเวลานี้ไป พอเราทั้งหลายได้กลับมาคิดถึงความหลังเหล่านี้ จะต้องแอบภูมิใจในความอึดของตัวเองไม่น้อยทีเดียว
ข้าเองขอบันทึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นไว้ซักหน่อย เผื่อวันหลังทีได้กลับมาอ่านจะยังไม่ได้ความรู้สึกเหล่านี้ ... ในตอนเช้าของวันนั้น พวกเราได้มีพรีเซนต์ วิชา Research ที่มีความหนาของรายงานประมาณร้อยกว่าหน้า กลุ่มเราได้ออกไปรายงานเป็นกลุ่มแรก (กลุ่มของข้าพเจ้านั้นชอบการรายงานเป็นกลุ่มแรกยิ่งนัก) เนื่องจากตอนบ่ายยังมีภาระการพรีเซนต์อีก 1 วิชา หลังจากการรายงานที่แสนจะตื่นเต้น (สำหรับตัวข้าพเจ้า) จบแล้ว กลุ่มของข้าพเจ้าก็ได้รับคำชมอย่างมากล้นจากอาจารย์ จนร่างหนาๆของข้าเองเกือบจะลอยออกจากพื้นที่ยืนอยู่เลยทีเดียว แต่ข้าเองก็ไม่อาจหารู้ได้ว่ากลุ่มอื่นๆ จะได้รับคำชมเช่นเดียวกันนี้หรือไม่
วิชาต่อมามีเวลาขึ้นเขียงเริ่มที่บ่ายโมง ซึ่งเป็นวิชาที่กดดันกว่าวิชาแรกยิ่งนัก เนื่องจากวิชานี้ต้องอาศัยความคิดอันสร้างสรรค์กว่าวิชาแรก อ้อ...ชื่อวิชาของมันก็คือ การสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการ (IMC) สิ่งที่ทำให้กดดันตัวข้ายิ่งนัก ก็คือเมื่อวานตอนพลบค่ำ ข้าพเจ้าได้ไปลั่นล้าที่ห้างเซนทรัลเวิร์ลกับครอบครัวแล้วป๊ะเข้ากับอาจารย์พอดิบพอดี ซึ่งมันทำให้ข้าแลดูชิลยิ่งนัก ... ข้าพเจ้าถึงกับต้องควักสคริปออกมาท่องกลางห้างฯ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรข้าพเจ้านัก
พอถึงเวลาลงสนามประลองจริง ก็ได้รู้ว่าอาจารย์นั้นได้เชิญชวนเพื่อนของอาจารย์อีก 2 ท่านมาร่วมเป็นชี้ชะตาในครั้งนี้ด้วย (ดูไปดูมาแล้วแลดูเหมือนคอนเสิร์ต AF หรือไม่ก็ The Star ที่ต้องมี Commentator 3 คน) คนหนึ่งนั้นมาจากบริษัทมีเดีย Mindshare เป็น Associate Media Planner Director โอ..ตำแหน่งใหญ่พอดู ส่วนอีกคนมาจากบริษัทเอเจนซี Publicis เป็น Copy Writer อะไรมันจะดูจริงจังซะขนาดนี้
กลุ่มแรกผ่านไป สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด ผ่านไป บัดซบ! เมื่อไหร่จะถึงกลุ่มกูซักทีเนี่ย การรอคอยมันช่างสร้างความกดดันและอึดอัดเสียนี่กระไร ได้กลุ่มท้ายๆยังไม่พอ มันยังมีกลุ่มที่ทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีถึง 3 กลุ่ม ยวนได้อีก! มีคนทำ Etude, 12Plus (โอ้...พ่อซีวอนและน้องมินฮวาน เอ่อ...กลุ่มนี้ก็ออกจะรักและอยากสนับสนุนเด็กๆในสังกัดมากไปหน่อย), อีกกลุ่มทำอะไรก็จำไม่ได้แล้ว เข้าใจไหมว่าการทำสินค้าใกล้เคียงกัน เวลาวางแผนสื่อโฆษณา มันก็จะไปเลือกสื่อที่เหมือนๆกัน เกิดความซ้ำซาก ก่อให้เกิดความน่าเบื่อหน่ายแก่ ปวงมนุษย์
และเมื่อถึงกลุ่มของข้าออกไปแสดงพลังชาว VIP (ชื่อกลุ่มนี้ก็เป็นอันเกิดจากสมาชิกกลุ่ม 3 คน มัดมือชกสมาชิกกลุ่มอีก 3 คน) และตัวข้าก็ดันลืมสคริปทั้งหมด ฮ่าฮ่าฮ่า มันช่างน่าอายเสียจริง เรื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกมีบาดแผลในจิตใจเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้แสดงออกมา ข้าเองรู้สึกผิดต่อสหายของข้ายิ่งนัก อย่างไรก็ดีทุกอย่างมันก็จบลงด้วยดีในแบบของมันแล้ว อาเมน...
+++++++++++
ส่วนวันนี้ (วันที่ 31 มีนาคม 2551) เป็นวันพักผ่อนของข้า 1 วัน หลังจากที่ข้าต้องไปฝึกงาน แต่ข้าพเจ้าต้องแหกขี้ตาตื่นมาแต่เช้า เพราะบิดาของข้าพเจ้าต้องการให้ข้าได้รับสารอาหารเข้าร่างกายครบ 3 มื้อ แต่เมื่อวานข้านั้นแสนเหนื่อยมาก อยากนอนตื่นสายเสียหน่อย ก็ไม่กล้าเปิดปากพูดออกไป เนื่องจากข้าเข้าใจถึงความรักของบิดาที่มีต่อข้าพเจ้าดี
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปงานหนังสือฯ เป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรกไปซื้อนั่งรถไฟไปตู้เย็น ครั้งสองไปเจอนักเขียนนิ้วกลม ให้ตวัดปากกาจรดลงบนหนังสือให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวข้าพเจ้า) ครั้งนี้ข้าไปกับพี่สะใภ้ของข้าพเจ้าด้วย เราเดินซอกแซกกันก็นับได้ว่าเกือบทุกซอกทุกมุมเหมือนกัน แต่นับว่าโชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะเท่าไหร่ ข้าพเจ้ารู้สึกสนุกสนานกับการยุยงส่งเสริมให้พี่สะใภ้นั้นจับจ่ายหนังสืออย่างมาก แล้วข้าพเจ้าก็จะตามไปเอามาอ่านในภายหลัง ฮ่าฮ่า
จากนั้นท่านพี่ชายของข้าพเจ้าก็เดินทางมารับข้าพเจ้าไปเจี๊ยปึ่งต่อ (ความจริงคือท่านพี่มารับภรรยานั่นเอง อันตัวข้าเองก็เลยได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย อย่างไม่ต้องให้ใครมาเชิญ :D) โอ้ว...เราได้ไปกินสุกี้แสนอร่อยกัน อร่อยจริงๆ กินกันอย่างเงียบเชียบและขะมักขเม้นกับหม้อไหของตัวเอง หลังจากกินเสร็จ มันก็เป็นไปตามทฤษฎีสีข้าว คือ หนังท้องตึง หนังตาก็หย่อนยาน พอถึงบ้านปุ๊บ ข้าพเจ้าก็กระโดดขึ้นเตียง หลับถึงเย็น เป็นที่สบายอุรายิ่งนัก
แต่บัดซบ ! ข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำอะไรอันเป็นประโยชน์ต่อบุคลลอันเป็นที่รักของข้า อย่างเช่น ท่านเจี๋ยหลุน หรือ คุณชายจียง ข้าพเจ้าไม่ได้ติดตามข่าวสารอันใด ไม่รู้ว่าตอนนี้สุขสบาย ขับถ่ายคล่องตัวกันดีหรือไม่ อีกทั้งตั้งใจว่าปิดเทอมใหญ่ (หัวใจไม่ว้าวุ่นนะ ฮิ้ววว...) จะมานั่งจัดเรียงรูปเอย คลิปเอย ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยซักที (จัดมา 3 ปีแล้ว ก็ยังมีให้จัดอีกเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น) แล้วหลังจากนี้จะมีเวลาทำไหมเนี่ย เฮ้อ...ช่างน่ากลัดกลุ่ม ยวนใจข้าพเจ้ายิ่งนัก (จริงนะ...ข้าพเจ้าอยากทำทุกอย่างให้เรียบร้อยตั้งแต่ตอนที่ข้าพเจ้าค้นคว้ามา แต่ไอตอนนั้นมันก็เซฟดะอย่างเดียว หาได้สนใจสิ่งอื่นใดไม่)
ตอนนี้ข้าพเจ้าขอเอาหนังสือที่ซื้อมา ออกมาให้ได้ยลกัน
อีกสองเล่มคือ Happy Ending และ ณ ที่ดาวพราวพร่างรัก
ก็นับว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าสามารถควบคุมกิเลสและงบประมาณในการใช้สอยได้อย่างดียิ่งนัก ไม่ได้ใจแตกเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา เฮ้อ...รอดตายไป เดือนนี้คงจะมีเงินให้กินข้าวได้ตามปกติ
+++++++++++
อีกเรื่องนึง คงเป็นเรื่องสุดท้ายของวันนี้แล้ว บลอควันนี้ช่างยาวเสียนี่กระไร (เพราะเมิงมัวแต่เล่นคำอะไรบ้าบออยู่นี่งัย) ความจริงมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะนำมาเล่า เพราะผิดจรรยาบรรณของการเป็นบุตร แต่ข้าพเจ้าเองก็เห็นว่าผู้ที่เข้ามาอ่านบลอคของข้าพเจ้าอย่างจริงจังและเป็นประจำ ก็มีอยู่ไม่กี่คน และล้วนเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกันทั้งนั้น แต่ข้าก็คงไม่สามารถเล่าอะไรได้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก จริงๆแล้วคือชีวิตช่วงนี้ของข้าพเจ้านั้นเป็นช่วงที่หม่นหมองมาก แม้ว่าข้าพเจ้าจะยังหัวเราะร่าเริง เหมือนคนเสียสติเป็นประจำอยู่ได้ทุกวี่วัน แต่ความจริงแล้วภายในใจก็มีเรื่องทุกข์ใจแสนสาหัส ยังดีที่มีสหายอันเป็นที่รักหลายท่านให้กำลังใจเป็นอย่างดีเสมอมา รวมถึงญาติพี่น้องที่แอบให้กำลังใจอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ซึ่งอันตัวข้าเองนั้นรู้สึกซึ้งในพระคุณมากมายยิ่งนัก
และแล้วข้าพเจ้าก็ได้พบกับพลังใจอันยิ่งใหญ่ในการดำเนินชีวิตต่อไป นักเขียนประจำใจของข้าพเจ้าได้บอกไว้ว่า "อย่าคิดถึงเสียที่เสียไป" แต่ให้คิดว่า "อะไรบ้างที่ยังเหลืออยู่" กับเรา
ตอนข้าพเจ้าได้อ่านเจอประโยคนี้ น้ำตาของข้าพเจ้าก็ไหลออกมา ....





ซื้อต้นส้มมาเหรอ ระวังน้ำตาร่วงนะจ๊ะ
นั่งรถไฟฯ หน้าปกทำไมสีไม่สว่างเหมือนในรูปเลย หรือว่าคุณนิ้วฯ ทำสี(ผิว)ตกใส่
#1 By Qingqing (58.8.71.74) on 2008-04-02 10:53